ระบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วยกัน

1

ระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศไทยเป็นแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเข้ามามีส่วนในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจของประเทศหลายประการ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกนิยมใช้ในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงประมาณ 7-8% ซึ่งถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ตัวเลขดังกล่าวมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการพัฒนาการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และการพัฒนาการผลิตเพื่อส่งออก ระบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีการแข่งขันกันผลิต มีการขาย และมี การจัดการตามระบบการค้าเสรี ปัจจุบันรายได้สูงสุดของประเทศมาจากสินค้าทางการเกษตรถึงร้อยละ 60 ของรายได้ จากการส่งออกทั้งหมด และจากการจ้างแรงงานในสาขาเกษตรถึงร้อยละ 70 ของแรงงานทั่วประเทศ รัฐบาลจึงให้ความ สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านการเกษตรเป็นพิเศษ และด้านอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์และ การท่องเที่ยว เป็นอันดับที่ลดหลั่นลงมา

ผลิตผลทางเกษตรของไทย เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและผืนดิน ความขยันหมั่นเพียรของเกษตรกร ความ รู้ในเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพดี และเทคโนโลยีต่าง ๆ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้นานาชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน สับปะรด มังคุด ลางสาด มะม่วง กล้วยหอม ส้มโอ ฯลฯ อาหาร ทะเลสดและตากแห้ง และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีผลผลิตจากป่าเขตร้อน เช่น สมุนไพร หวาย ย่านลิเภา ไม้ไผ่ ที่นำมาออกแบบจักสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงามจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะทำรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ละทิ้งท้องถิ่น มีการรวมตัวกัน พัฒนาหมู่บ้านของตนให้น่าอยู่ รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ วิถีชีวิตเรียบง่ายสงบสุขแบบไทย ๆ เช่นนี้ เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่จะเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง ถึงแม้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายไป ด้วย ความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การปรับลดงบประมาณในทุกส่วนราชการ ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ลง และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวปี Amazing Thailand 1998-1999 รวมไปถึงโครงการต่อเนื่องที่จะตามมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติอีกทางหนึ่ง

ติดตามรถหายด้วยระบบ GPS Tracker

ระบบติดตามรถหาย GPS Tracker เป็นอุปกรณ์ที่มีความสะดวกและใช้งานง่าย และมีราคาถูก ด้วยคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถมีความน่าสนใจมาก เพราะถ้าอุปกรณ์ป้องกันขโมยที่ได้ติดตั้งไว้ไม่สามารถป้องกันได้ อย่างน้อยเรายังทราบตำแหน่งว่ารถของเราไปอยู่ที่ไหน ช่วยให้สามารถนำรถกลับคืนมาได้ จึงทำให้ในปัจจุบันอุปกรณ์ GPS Tracker มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก
GPS Tracker มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทประเภทที่ตรวจสอบตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ และประเภทที่ไม่สามารถตรวจสอบตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้ แต่ GPS Tracker ประเภทที่ไม่สามารถตรวจสอบตำแหน่งแบบเรียลไทม์ได้บางรุ่น จะมีฟังก์ชันในการใช้งานแบบเรียลไทม์ให้ใช้ด้วย แต่วิธีการและความแม่นยำอาจจะแตกต่างกัน

GPS ทั้งสองประเภทนั้นมีวิธีการทำงานเหมือนกันคือ ใช้งานผ่านสัญญาณมือถือ ประเภทที่สามารถใช้งานแบบเรียลไทม์ได้ราคาจะสูง และในบางเจ้าอาจต้องเสียค่าบริการรายเดือนอีกด้วย เพราะต้องอาศัยการเชื่อมต่อจากเซิฟเวอร์ แต่แบบไม่แสดงผลแบบเรียลไทม์นั้นมีราคาถูก เพราะใช้การแจ้งตำแหน่งผ่าน sms

การเลือกใช้งานจะขึ้นอยู่กับราคาและมูลค่าของรถ เพราะหากเป็นรถที่มีราคาแพง หรือเป็นรถใหม่ป้ายแดง การเลือกใช้ GPS แบบ realtime ก็เป็นสิ่งที่น่าลงทุน การแสดงตำแหน่งแบบเรียลไทม์ เราสามารถตรวจสอบตำแหน่งของรถได้ตลอดเวลาผ่าน Google Maps บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

การติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายๆเพียงหาซิมการ์ดที่มีเครือข่ายที่ต้องการแล้วใส่เข้าไปใน GPS Tracker แนะนำว่าใช้แบบรายเดือนจะดีกว่า เพราะหากใช้แบบเติมเงิน เพราะหากเงินในซิมการ์ดหมดช่วงที่รถหายพอดี การใช้งานจะเปล่าประโยชน์ จากนั้นนำตัว GPS Tracker ไปติดตั้งในรถยนต์ โดยซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นหรือหาเจอได้ง่ายๆ โดยตัว GPS จะมีสองแบบ แบบที่ต่อไฟจากแบตเตอรี่ แบบมีแบตเตอรี่ในตัว และแบบที่ใช้ไฟได้ทั้งสองแบบ

อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าอยากจะใช้ GPS Tracker ด้วยเห็นคุณสมบัติและประโยชน์ที่จะได้รับ ก็เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพหน่อย ยอมจ่ายในราคาที่สูงสักหน่อยเพื่อแลกกับประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี

การคมนาคมทางบกได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ

12

การขนส่งทางบก แบ่งออกเป็น ทางรถไฟ และทางรถยนต์ การเดินทางโดยรถไฟ ปลอกภัย สะดวกสบาย แต่ก็ไม่สามารถแวะพักระหว่างทาง หรือออกไปนอกเส้นทางได้ แต่การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถแวะพักตามเส้นทางที่ต้องการได้ ในปัจจุบันมีรถยนต์หลายประเภทบริการรับส่งผู้โดยสาร เช่น รถประจำทาง รถยนต์รับจ้าง(Taxi) รถเช่า การมีรถยนต์หลายประเภท ทำให้การเดินทางสะดวกสบายและสอดคล้องกับความต้องการในการเดินทางมากขึ้น

การคมนาคมทางบกได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ พาหนะที่สำคัญได้แก่ ม้า อูฐ เกวียนและรถม้า ชาวโรมันในสมัยโบราณได้เริ่มสร้างถนนเชื่อมระหว่าง กรุงโรมกับเมืองต่างๆ ในอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ 315 ปี ก่อนคริสตศักราช เช่น สร้างถนนเชื่อมระหว่างกรุงโรมกับอังกฤษ กรุงโรมกับซีเรีย ตลอดจนเมืองท่าสำคัญอื่นๆ ของโรมัน จนมีคำกล่าวว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม การขนส่งทางบกด้วยเกวียน รถม้า อูฐ ช้างและม้า หรือยานพาหนะโดยใช้แรงงานสัตว์ชนิดอื่นๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารตลอดมา

การขนส่งทางรถไฟ โทมัส นิวโคเมน ชาวอังกฤษได้ปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำ โดยใช้ลูกสูบได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้น เจมส์ วัตต์ ก็ได้นำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและติดตั้งหัวรถจักรและเรือกลไฟ ต่อมาจอร์จ สตีเฟนสัน (George Stephenson , ค.ศ.1781-1848) ได้ปรับปรุงและสร้างหัวรถจักรได้สำเร็จ ในปี ค.ศ.1814 หลังจากนั้นได้นำหัวรถจักรมาลากจูงรถไฟ และรถไฟก็มีบทบาทในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารมากขึ้น หลังจากรถไฟมีบทบาทในการขนส่งผู้โดยสารแทนยานพาหนะแบบเก่าไม่นาน โทมัส คุก ก็ได้จัดรายการนำเที่ยวทางรถไฟขึ้นเป็นครั้งแรก ในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1841 การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้ รูดอล์ฟ ดีเซล ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซล แล้วนำมาใช้ในการขับเคลื่อนขบวนรถไฟได้สำเร็จในปี ค.ศ.1892

ในปัจจุบันนอกจากรถไฟที่มีอัตราความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแล้ว ความสะดวกสบายก็มีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะในรถไฟมีห้องนอนปรับอากาศ ห้องอาหาร และรายการบันเทิงต่างๆ ดังนั้นผู้โดยสารที่ชื่นชอบกับธรรมชาติสองข้างทางรถไฟ ก็ยังนิยมการเดินทางประเภทดังกล่าวแล้ว พร้อมกับการพัฒนาเส้นทางรถไฟที่ผ่านเข้าไปยังพื้นที่สูงเช่น ประเทศจีนพัฒนาเส้นทางรถไฟไปสู่ทิเบตเรียกว่าเส้นทางสายชิงไห่ – ทิเบต

ธุรกิจโลจิสติกส์ เริ่มต้นการพัฒนามาจากการจัดส่งสินค้าเป็นหลัก

ธุรกิจโลจิสติกส์ เริ่มต้นการพัฒนามาจากการจัดส่งสินค้าเป็นหลัก ต่อมาธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าได้แตกย่อยออกมาเป็นบริการจัดการคลังสินค้า การบริการกระจายสินค้า การบริการบรรทุกสินค้า และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ต่อมาธุรกิจโลจิสติกส์ได้ผนวกขั้นตอนก่อนการผลิต (Pre-production) เข้ามารวมด้วย เช่น การจัดหาวัตถุดิบ และการสต็อกสินค้า มาจนถึงยุคปัจจุบัน โลจิสติกส์ได้รวมไปถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ โดยรวมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการกระจายสินค้าทั้งหมด เช่น Supplier ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังเกิดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์สมัยใหม่แบบครบวงจรที่เรียกว่า Third Party Logistics (3PLs) ซึ่งทำหน้าที่ประสานภารกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การบรรจุหีบห่อ การติดฉลากสินค้า การจัดส่งสินค้า และการกระจายสินค้า ทั้งนี้เนื่องจากผู้ผลิตต้องการลดความเสี่ยงในเรื่องโลจิสติกส์ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น

ดังนั้น โลจิสติกส์ หมายถึง กระบวนการในการวางแผน จัดสายงาน และควบคุมกิจกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการไหลของสินค้าตั้งแต่จุดเริ่มจัดหาวัตถุดิบไปถึงจุดที่มีการบริโภค เพื่อให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการกระจายสินค้าต่ำที่สุด และด้วยเหตุนี้โลจิสติกส์จึงเกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบและไปสิ้นสุด ณ จุดที่มีการบริโภคสินค้า โดยกิจกรรมหลักของโลจิสติกส์จะประกอบด้วย (1) การขนส่ง (2) สินค้าคงคลัง (3) กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ยังรวมกิจกรรมสนับสนุนอื่นๆ อาทิ การจัดการคลังสินค้า การยกขน การจัดหาวัตถุดิบ และการจัดการด้านข้อมูลการกระจายสินค้า เป็นต้น
โดยทั่วไปพบว่าประเทศที่มีพื้นที่บนบกกว้างใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มักจะมีความเชี่ยวชาญโลจิสติกส์ทางบกและอากาศ ส่วนประเทศที่เป็นเกาะ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มักจะชำนาญโลจิสติกส์ทางน้ำ โดยความสำเร็จในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศต่างๆ เหล่านี้จะประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) Physical Distribution หรือการส่งสินค้าไปสู่ผู้บริโภค (2) Internally Integrated Logistics หรือการเชื่อมโยงการจัดการภายในบริษัท ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบจนส่งถึงมือผู้บริโภค (3) Externally Integrated Logistics การเชื่อมโยงองค์กรต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน และ (4) Global Logistics Management หรือการจัดซื้อวัตถุดิบและจัดส่งสินค้าครอบคลุมทั่วโลก ทั้งนี้ความสำเร็จในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ข้างต้น ได้ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 7-10 ของ GDP เท่านั้น

ในทางกลับกัน ระดับการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศในเอเชียตะวันออก ก็มีความแตกต่างกันมาก เนื่องจากความแตกต่างในเรื่องสาธารณูปโภค ระเบียบพิธีการศุลกากร การประสานงานของระบบราชการ และระดับการใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในเอเซียนั้นจำเป็นต้องแก้ปัญหาในเรื่องระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะด้านการขนส่ง การพัฒนาธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการแก้ไขระเบียบราชการที่เป็นอุปสรรค ซึ่งจากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า ต้นทุนด้านการขนส่งทางเรือที่ลดลงร้อยละ 1 จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการค้าให้กับผู้ส่งออกได้ถึงร้อยละ 5-8 และหากต้นทุนการขนส่งโดยรวมลดลงร้อยละ 10 จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าได้ถึงร้อยละ 20

การพัฒนาและส่งเสริมให้ SMEs ใช้ Mobile Application ภายใต้โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย

นโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ได้พยายามผลักดันให้มีการเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เกิดโอกาสทางตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนา เทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้กับการบริหาร การจัดการในธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐบาลที่จะผลักดันให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (GDP Growth Rate) และระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นไปตามเป้าหมายที่กาหนด

เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้จัดทาดาเนินงานโครงการ “โครงการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือเรียกว่า ECIT (อ่านว่าอีซี่ไอที) โดยมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและกระตุ้นให้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ได้ใช้ประโยชน์จากไอทีในกิจการ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพในกิจการได้ โดยได้ดาเนินงานมาตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2552 – 2555 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก SMEs และในปีงบประมาณ 2556 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังคงดาเนินงานโครงการ ECIT เพื่อส่งเสริมให้ SMEs ได้ใช้ไอทีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มผลิตภาพของกิจการ

สาหรับในปีนี้ โครงการ ECIT ได้ดาเนินงานในกิจกรรมใหม่ ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย คือกิจกรรม “พัฒนาและส่งเสริมให้ SMEs ใช้ Mobile Application” เนื่องจากในโลกปัจจุบัน ปริมาณการใช้ Tablet มากขึ้น (ความหมายของแท็บเล็ต :Tablet คือ “เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้และใช้หน้าจอสัมผัสในการทางานเป็นอันดับแรก ออกแบบให้สามารถทางานได้ด้วยตัวมันเอง”) ซึ่งมีผู้ผลิต Tablet มาวางจาหน่ายเป็นจานวนมาก เช่น Ipad หรือ Galaxy เป็นต้น ซึ่งการใช้งานของผู้ใช้ มีทั้งในเรื่องบันเทิง และในเพิ่มประสิทธิภาพการทางาน โดยผ่านการใช้โปรแกรมบน Tablet คือ Mobile Application ซึ่งปัจจุบันมีผู้พัฒนา Mobile App มากมาย แต่จะเน้นไปในด้านบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ โครงการ ECIT เห็นว่า หากมีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ Mobile App มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรม ก็จะทาให้ SMEs ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มผลิตภาพของกิจการได้ สาหรับตัวอย่างระบบ Mobile App ที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินงานของ SMEs เช่น ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน POS (Point Of Sales) ที่เชื่อมต่อกับบริการสินค้าคงคลัง (Stock) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cloud Computing) เป็นต้น โดยการป้อนข้อมูลผ่านทาง Tablet สาหรับ SMEs ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ สามารถช่วยให้ SMEs ได้นาประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น สาหรับกิจกรรมนี้ คาดหวังว่าจะมี Mobile Application ไม่น้อยกว่า 5 App ที่จะให้บริการแก่ SMEs ไม่น้อยกว่า 250 กิจการ