การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องหลายองค์กรที่ร่วมกันประชุมหารือประสานงานระดมสมองแก้ปัญหา เพื่อเปิดมิติใหม่ให้กับระบบการขนส่งสินค้า อาทิ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันทำให้ระบบโลจิสติกส์เป็นรูปธรรมอย่างเช่น บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการขนส่งและ Door – to – Port ข้อตกลงเพิ่มประสิทธิภาพของขนส่งสินค้า และข้อตกลง การนำส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ด่วนถึงมือผู้รับส่วนยุทธศาสตร์ทางอากาศนั้น มี 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ Global Distination Network โดยขยายเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั่งโลก เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของสินค้า ในกลุ่มประเทศจีเอ็มเอส และเอเซียใต้พัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติให้เป็นประตูระดับโลกโดยให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นประตูสู่ระดับโลก โดยให้สนามบินเชียงใหม่และภูเก็ตเป็นประตูสู่ภูมิภาคเป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ของโลกด้านอาหาร ผัก ผลไม้สด ดอกไม้ แฟชั่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ และเครื่องประดับ

การแข่งขันในตลาดโลกนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆความรวมเร็ว และต้นทุนทีทถูกลงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะประเทศไทยมีต้นทุนการขนส่งสินค้าสูงถึง 25-30 %จึงต้องเร่งแก้ปัญหา นอกเหนือจากการร่วมมือกับประทรวงการคลัง เพื่อวางแผนในการกำหนดแผนพัฒนาโลจิสติกส์ระดับประเทศแล้ว ส่วนของกระทรวงคมนาคมจะดูว่ามีศูนย์กระจายสินค้าคลังสินค้าที่รวบรวมสินค้าแล้วดูว่าจะส่งไปถึงปลายทางได้อย่างไร แต่เดิมเคยคิดว่าจะให้มีคลังสินค้า4 มุมเมือง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ขณะนี้กำลังดูรูปแบบที่เหมาะสมแล้วจะนำมาผสมผสานกับการขนส่งในหลายรูปแบบ ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ เรือ มาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สินค้าขนส่งได้เร็วที่สุดในราคาถูกที่สุดหากเป็นการขนส่งทางอากาศต้องเป็นสินค้าที่มีราคาแพง บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ต้องการความรวดเร็วหรือเป็นสินค้าเทกอง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรต่างๆ ก็ต้องขนส่งทางเรือ การบริหารจัดการเพื่อความรวดเร็วนั้นสำคัญ แต่ว่าการขนส่งให้ต้นทุนถูกก็สำคัญเช่นกัน แล้วแต่สินค้าแบบไหน แต่ต้องมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เพราะโลจิสติกส์ คือการควบคุมทุกอย่าง ซึ่งเรามีข้อมูลแล้วว่าสินค้าแต่ประเภทจะขนส่งทางไหนบ้างจึงจะคุ้มค่าที่สุด

การพัฒนาระบบเพื่อสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ


ในปัจจุบันถือได้ว่ามีทิศทางที่ชัดเจนที่มีความพยายามในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และขณะเดียวกันยังต้องการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาใหม่เข้ามาพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ คือ จะทำธุรกิจอะไรดี สร้างธุรกิจใหม่แล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากจะสร้างธุรกิจแล้วควรจะเริ่มต้นอย่างไร ต้องมีการพัฒนาความคิดจากปัจจัยใดบ้างจึงจะไม่ผิดพลาด ควรมีขั้นตอนในกระบวนการคิดก่อนดำเนินการอย่างไรบ้าง มีข้อเตือนใจอะไรบ้างก่อนดำเนินธุรกิจ เพื่อที่จะเกิดการผิดพลาดน้อยที่สุด

การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพื่อที่จะนำมาสร้างแนวคิดเชิงระบบที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะเข้ามาสู่ธุรกิจประสบความสำเร็จได้โดยง่าย โดยมีประเด็นประกอบการนำเสนอดังต่อไปนี้
1. การมีความรู้ในสาขานั้นๆ หรืออาชีพนั้นๆ ในเชิงลึก เพราะการที่ท่านจะสร้างธุรกิจในขณะที่ท่านขาดความรู้ ความชำนาญ ย่อมทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้ยากมาก ท่านจึงควรสนใจศึกษาเพิ่มเติม ค้นคว้า สอบถามจากผู้ที่ดำเนินธุรกิจนั้นๆ อยู่ก่อนว่าดำเนินธุรกิจอย่างไร ต้องมีความรู้ในเรื่องใดบ้าง มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง และควรจะสอบถามจากหลายๆแห่งในหลายสถานที่เพื่อที่จะได้ทราบมุมมองที่แตกต่างกันออกไป และเกิดมุมมองที่หลากหลายมีความรอบคอบมากขึ้น และหากได้มีโอกาสศึกษาจากแต่ละสถานที่ที่แตกต่างกัน เช่น กรุงเทพ หาดใหญ่ เชียงใหม่ ด้วยก็จะทำให้สามารถมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยท่านจะต้องหัดเป็นคนตั้งคำถามว่า ทำไมกิจการจึงประสบความสำเร็จ ทำไมกิจการจึงประสบความล้มเหลว ทำไมกิจการจึงต้องดำเนินการเช่นนั้นมีเหตุผลอย่างไร มีกลยุทธ์ใดทำให้เขาประสบความสำเร็จ เขาใช้กลุ่มเป้าหมายใดในการทำตลาด เป็นต้น
2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกอย่างละเอียด ท่านจะต้องกำหนดพื้นที่กลุ่มเป้าหมายหรือขอบเขตพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจให้ชัดเจนก่อน และต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอย่างครบถ้วน
3. การวิเคราะห์ศักยภาพของตนเองและครอบครัว ที่นอกเหนือจากความรู้ ความชำนาญในอาชีพหรือธุรกิจนั้นๆ ว่าศักยภาพด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจที่จำเป็น เช่น มีเวลาเพียงพอที่จะทุ่มเทการดำเนินงานหรือไม่ มีผู้ช่วยดำเนินการมากน้อยเพียงใด มีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอในขั้นเริ่มต้นการดำเนินการหรือไม่ มีทำเลที่ดี มีการเตรียมการด้านกฎหมายบัญชี
4. การสร้างภาพจำลองธุรกิจ ผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจควรจะพยายามวาดแผนภาพหรือแผนภูมิ โดยอาศัยความสัมพันธ์ทั้งจากการวิเคราะห์ด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในตามข้อ 1-3 ข้างต้น มาสร้างภาพจำลองธุรกิจของตนโดยมองให้เห็นภาพของการดำเนินการทั้งหมด
5. การทดสอบภาพจำลองด้วยการวิจัยหรือการสอบถามกับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นลูกค้าว่าทีความเห็นอย่างไร รวมทั้งทำการทดสอบกับผู้ประกอบการโดยรวบรวมนำภาพจำลองมาเขียนเป็นประเด็นในการดำเนินการในแต่ละด้านว่าจะดำเนินการอย่างไร หากนำไปปฏิบัติจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ข้อมูลที่ได้จากการทดสสอบเป็นสิ่งที่จำเป็นมากและควรได้มีการนำความเห็นจากการวิจัยนำกลับมาทบทวนเพื่อปรับภาพจำลองให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจจะต้องเปลี่ยนภาพจำลองให้เหมาะสมมากขึ้น ข้อสรุปจากภาพจำลองนี้จะนำไปสู่การเขียนแผนธุรกิจด้านอื่นๆต่อไป
6. การเขียนแผนธุรกิจ จากการทดสอบภาพจำลองธุรกิจและมีการปรับปรุงภาพจำลองแล้วก็นำภาพนั้นมาสู่การเขียนรายละเอียดของแผนธุรกิจในแต่ละด้านว่าจะดำเนินการอย่างไร เช่น ด้านการตลาด ด้านการเงิน ด้านบุคลากร กลยุทธ์หลักของกิจการ ทั้งนี้ให้อาศัยภาพจำลองที่นำมาสรุปเป็นกรอบในการดำเนินการต่อไป
7. การปรับปรุงแผนให้สอดคล้องและการวางแผนการดำเนินการตามระยะเวลา
8. มีการทบทวนแผนการทำงานเป็นระยะ ๆ เช่น เมื่อดำเนินการธุรกิจไปแล้ว 1 ปีไม่ประสบความสำเร็จทั้งนี้อาจจะมาจากสาเหตุใดๆก็ตาม ควรทำการศึกษาหาปัญหาแะสถาพที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปได้ว่าสภาพแวดล้อมที่เคยศึกษามาได้เปลี่ยนแปลงไป

ขีดขั้นการพัฒนาระบบในการขยายธุรกิจให้กลายเป็นระบบแฟรนไชส์ที่ดี


ปัจจุบันนี้การขยายธุรกิจนั้นทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการขยายด้วยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายด้วยการขายส่ง หรือการขยายสาขาตัวเองเป็นเครือข่าย หรือการทำธุรกิจแบบขายตรง ในแต่ละรูปแบบธุรกิจก็มีความแตกต่างในวิธีการออกไป แต่มีบางธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบแฟรนไชส์ เนื่องมาจากลักษณะสำคัญของธุรกิจเป็นตัวบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะธรรมชาติธุรกิจต้องเน้นการให้บริการในจุดจำหน่ายไม่สามารถที่จะนำเสนอสินค้าบริการด้วยรูปแบบสำเร็จรูป ใส่กล่องส่งขายในลักษณะช่องทางจัดจำหน่ายทั่วไปได้ แต่จำเป็นต้องมีการสร้างมาตรฐานในการจัดการ การทำร้านให้เป็นรูปแบบ ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยจำเป็นต้องขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อยังคงวิธีการให้บริการและการผลิตสินค้าในจุดขาย ดังนั้นถ้าการขยายสาขาของบางธุรกิจจำเป็นต้องสร้างระบบแฟรนไชส์มาสนับสนุนแล้วก็จะต้องทำความเข้าใจระบบธุรกิจอย่างดีเสียก่อน

ปัจจุบันมีการพัฒนาในรูปแบบของก้ำกึ่งจะเป็นแฟรนไชส์หรือเป็นการดำเนินการแบบ ธุรกิจสร้างอาชีพ  ซึ่งมักจะเกิดปัญหาในการขยายตัวหรือการเติบโตของธุรกิจ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าการสร้างธุรกิจสร้างอาชีพหรือการลงทุนขนาดเล็กรูปแบบดังกล่าวเป็นความผิดพลาดหรือเป็นการหลอกลวง เพราะรูปแบบธุรกิจดังกล่าวนั้นมีอยู่แล้วมีการดำเนินการอย่างนี้มาเนิ่นนานเป็นแบบวิธีการหนึ่งของธุรกิจ เพียงแต่วันนี้อาจจะใช้คำจำกัดความในการเรียกไม่ลงตัว แต่เดิมหลายคนคงเคยได้ยิน ธุรกิจแบบลุงขาวไขอาชีพ ที่มีการสอนทำขนม อาหารและมีการขายอุปกรณ์พร้อมสำหรับคนที่อยากจะลงทุนทำอาชีพตัวเอง แต่ต้องเน้นกันด้วยว่าวิธีนี้ไม่ใช่เป็นวิธีการของแนวคิดแบบแฟรนไชส์

ธุรกิจแบบสร้างอาชีพนั้นจะมีขีดขั้นสามารถพัฒนาต่อเนื่องให้กลายเป็นระบบแฟรนไชส์ที่ดีได้ในขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจค้าส่งหรือการสร้างสินค้ากลายเป็นโรงงานเน้นในแง่การผลิตไปได้ด้วย ในกรณีที่พัฒนาเข้าสู่ระบบการผลิตและเน้นการขายสินค้าแบบขายส่งธรรมดานั้นจะต้องมีการระวังในเรื่องแนวทางที่ต้องชัดเจน การให้สิทธิ์กับร้านสมาชิกและต้องมั่นใจในสินค้าที่จะรักษาคุณภาพในการผลิตได้จริง รวมถึงต้องยอมรับว่าในที่สุดสิ่งที่จะได้ก็คือ ตราสินค้า แต่ไม่ใช่ตราของร้านค้า การขยายงานแบบนี้จะกลายเป็นธุรกิจขายสินค้าทั่วไปไม่ใช่การขายทั้งระบบการจัดการ แบบที่แฟรนไชส์เป็น

แต่ถ้าหากต้องการวางแนวทางต้องปรับรูปแบบให้เป็นแฟรนไชส์ก็สามารถทำได้โดยเริ่มจากต้องวางแผนให้แน่ชัดเสียก่อนว่าต้องการสร้างระบบแฟรนไชส์จริงหรือไม่ และทำความเข้าใจระบบแฟรนไชส์ให้ชัดเจนวางแผนงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น สำคัญที่สุดคือ การออกแบบธุรกิจให้เหมาะสมกับการลงทุนของแฟรนไชส์ซีจริง สร้างรายได้และกำไรพร้อมที่จะกลายเป็นธุรกิจยั่งยืนได้ การวางแผนงานด้านการจัดการระบบการถ่ายทอดและสร้างคู่มือปฏิบัติที่เอามาใช้งานจริงร่วมกับทีมงานที่จัดตั้งเพื่อการรองรับสาขาด้วย การให้การสนับสนุนจริงจัง ความสำเร็จของแฟรนไชส์ซีจะสร้างผลกำไรให้กับองค์กรไปด้วย การจัดเก็บค่าบริหารจัดการต้องมีการวางแผนถูกต้อง ซึ่งธุรกิจลักษณะดังกล่าวถ้าต้องการปรับเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์อาจจะต้องเริ่มจากการสร้างร้านต้นแบบขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองเสียก่อน โดยมีหลักยึดที่จะต้องออกแบบให้ธุรกิจมีขนาดการลงทุนที่เหมาะจะเป็นอาชีพยั่งยืน เป็นร้านก็ให้มีขนาดพื้นที่และมียอดขายสูงพอที่จะสร้างกำไรคุ้มกับการลงแรง และเป็นธุรกิจมากกว่าอาชีพเสริม ถ้าหากมีร้านต้นแบบที่ดูใช้ได้แล้วการดำเนินการที่สร้างกำไรได้จริง แต่ต้องมีมากสาขาขึ้นมาอีกข้อเช่น อาจจะต้องมีเกินกว่า 3 สาขาเพื่อการเข้าใจธุรกิจที่เป็นระบบสาขาเราจะดูแลบริหารอย่างไร เมื่อมีสาขาแฟรนไชส์จะได้เข้าใจในการบริหารร้านที่ต่างพื้นที่ ต่างคนทำงาน ต่างลูกค้าจะต้องดูแลอย่างไร ในช่วงต่อมาต้องมีการสร้างชื่อเสียงให้ตราสินค้าเป็นที่รู้จัก เริ่มเน้นเรื่องระบบการบริหารงาน การจัดทำเครื่องมือการถ่ายทอดวิธีการทำงานให้เหมาะสม แล้วจึงเริ่มสร้างระบบแฟรนไชส์ขยายงานออกไป

เมื่อสามารถแยกแยะความแตกต่างของธุรกิจแฟรนไชส์และธุรกิจสร้างอาชีพได้แล้ว สำหรับธุรกิจสร้างอาชีพที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กนั้นก็ยังสามารถพัฒนาได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่ใช่ธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ก็ตาม การพัฒนาธุรกิจจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายสร้างเครือข่ายที่ จะต้องซื้อสินค้าก็ยังทำได้และสุดท้ายการพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ผลิต แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจสร้างอาชีพนั้น ไม่ได้เน้นในแง่ความสัมพันธ์ หรือจะช่วยสร้างความเข้มแข็งในตราร้านค้าให้กับธุรกิจในระยะยาว และสุดท้ายอยู่ที่นักลงทุน ต้องเกิดความเข้าใจจริงๆเสียก่อนว่า ธุรกิจที่ต้องการลงทุนนั้นเป็นอะไรแน่และต้องการอะไรจากการลงทุนนั้นๆ การขาดความเข้าใจในตัวธุรกิจอย่างชัดเจนจะทำให้เกิดความเข้าใจรวมทั้งการคาดหวังที่ผิดไป ซึ่งภาวะดังกล่าวจะทำให้การลงทุนเสียหายด้วยความไม่เข้าใจและเสียกำลังใจภายหลังได้

ความสำคัญของการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ


การพัฒนาระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศสามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อยได้มากมาย เช่น ระบบประมวลผลข้อมูล ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หรือระบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น ซึ่งระบบสารสนเทศแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันในการดำเนินงาน และการใช้ฐานข้อมูล จึงต้องได้รบการพัฒนาขึ้นตามคุณสมบัติเฉพาะ อย่างไรก็ตามการพัฒนาระบบสารสนเทศจะมีลักษณะร่วมกันของการดำเนินงานที่เป็นระบบและต้องอาศัยความเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงาน การศึกษาเรื่องการพัฒนาระบบ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่แต่เฉพาะบุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารสนเทศแต่มีความจำเป็นสำหรับสมาชิกอื่นขององคืการที่ต้องเกี่ยวข้องในฐานะผู้ใช้ระบบ

ความสำคัญของผู้ใช้ต่อการพัฒนาระบบ
ผู้ใช้ระบบ คือผู้จัดการที่ควบคุมและดูแลระบบสารสนเทศขององค์การและ หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานกับระบบสารสนเทศ ผู้ใช้จะเป็นบุคคลที่ใช้งานและปฏิสัมพันธ์กับระบบสารสนเทศโดยตรง เช่น จัดเก็บ ปรับปรุง ประมวลผลข้อมูล และนำข้อมูลมากใช้งาน เป็นต้น ดังนั้นผู้ใช้ระบบสมควรมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ตั้งแต่เริ่มต้นที่จะพัฒนาระบบให้กับองค์การ โดยบุคคลหรือกลุ่มสมควรที่จะมีการทำงานที่ใกล้ชิดกับทีมงานผู้พัฒนาระบบ หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานผู้พัฒนาระบบ เพื่อให้การพัฒนาระบบใหม่สำเร็จลงด้วยดีทั้งในด้านงบประมาณ กรอบของระยะเวลาและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ปัจจุบันหลายองค์การได้พัฒนาระบบและใช้งานระบบสารสนเทศในระบบที่แตกต่างกัน เช่น บางหน่วยงานอยู่ในช่วยเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ ขณะที่บางองค์การได้บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับทุกส่วนงาน เป็นต้น แต่ไม่ว่าระบบสารสนเทศ จะมีความก้าวหน้าเพียงใดก็ไม่สามารถรักษาความสมบูรณ์ได้ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หรือลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ระบบงานปัจจุบันขาดความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างไปมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้ระบบไม่พึงพอใจต่อการใช้ระบบปัจจุบัน จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความคิดในการที่จะพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทน

การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นงานใหญ่ที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านงบประมาณ ทรัพยากรขององค์การ และระยะเวลา แต่สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยให้การพัฒนาระบบประสบความสำเร็จคือ ผู้ใช้ระบบจะต้องให้ข้อมูลแก่ทีมงานพัฒนาระบบในด้านต่าง ๆ คือ สารสนเทศที่หน่วยงานต้องการผู้ใช้ต้องการให้ระบบมีความสามารถอย่างไร และปัญหาหรือความไม่พอใจในระบบปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ระบบปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง ระบบปัจจุบันมีขั้นตอนในการทำงานที่ยุ่งยากและซับซ้อน และระบบปัจจุบันมีการทำงานที่ผิดพลาดบ่อยครั้ง โดยที่การพัฒนาระบบให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย

ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ

5

ปัญหาหรืออุปสรรคในการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ เพื่อการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียนและเอเซีย – ปานหทัย นิติลัทธิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าธนบุรี ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเราต่างได้รับรู้ถึงนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น“ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียนและเอเซีย” ยุคนี้จึงถือเป็นยุคทองของคำว่า “Hub” อย่างแท้จริงเพราะไม่ว่าหันไปทางไหนก็มักมีคำว่า “Hub” พ่วงท้ายมาด้วยเสมอ แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงนโยบายและความเป็นไปได้ของการเป็น Hub Logistics ของไทยว่าจะเป็นไปในทิศทางใดและมีอุปสรรคสำคัญอะไรที่ทำให้ความฝันดังกล่าวอาจไปไม่ถึงดวงดาวอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง

ด้วยแรงผลักดันจากกระแสโลกาภิวัฒน์และการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งการค้าที่นับวันจะพัฒนาและไล่หลังเรามาทุกที เนื่องจากไทยต้องพึ่งพิงภาคการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกมากที่สุด (23% เทียบกับการส่งออกทั้งประเทศ) และรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการเป็นผู้นำในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการขนส่งในภูมิภาคนี้ จึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและก้าวสู่การเป็น Hub Logistics อย่างสมบูรณ์แบบปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียนและเอเซียได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลายส่วน โดยมีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์ทั้งหมดไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปการ การจัดการกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมธุรกรรมทางการค้า รวมถึงการเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางบก-ทางน้ำ-ทางอากาศ ซึ่งศูนย์กลางโลจิสติกส์เป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างประสิทธิภาพทางด้านโลจิสติกส์ให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างงานหรือกระบวนการเพิ่มคุณค่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ดำเนินการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งการขนส่งทางบก-ทางน้ำ-ทางอากาศ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีเพื่อเปิดประตูการค้า และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการค้าต่างๆ แม้ที่ผ่านมาอาจล่าช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้เนื่องจากผลกระทบจากหลายๆ ด้าน แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยอาจต้องฝันค้าง หรือได้แต่ฝันนั้น มีสาเหตุมาจากปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่คอยขัดขวางการพัฒนา